TOP

21.1.1 ตัวต้านทาน ( Resistor )

รู้ไหมว่า ถ้าเราไม่มีตัวต้านทาน เราก็ไม่สามารถต่อวงจรไฟฟ้ามาใช้งานได้ อ้าวแล้วตัวต้านทานมันยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็แค่อุปกรณ์ตัวเล็กๆ มีแถบสีเท่านั้นเอง
          ตัวต้านทานคืออะไร ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ตัวต้านทาน คือมันจะต้านทานการไหลไฟฟ้าทั้งกระแสตรงและกระแสสลับ โดยทั่วไป ตัวต้านทานจะมีอยู่หลายแบบ แตกต่างกันตามขนาดรูปร่าง ตามแต่อัตราทนกำลังไฟฟ้า และตามค่าของมัน ซึ่งค่าของความ ต้านทาน จะมีหน่วยเป็นโอห์ม (ohm) ค่าความต้านทานนี้ในตัวต้านทานบางแบบจะพิมพ์ลงบนตัวมันเลย และก็มีบางแบบเช่นกันที่จะ บอกค่าความต้านทานมาเป็นแถบสี

          ธรรมชาติของตัวต้านทาน

ใช่แล้ว ! บางทีเราพูดได้ว่าตัวต้านทานก็คือตัวนำที่เลวได้ หรือในทางกลับกันตัวนำทีดีหรือตัวนำสมบูรณ์ เช่น ซูเปอร์คอนดักเตอร์ จะไม่มีค่าความต้านทานเลย ดังนั้น ถ้าต้องการทดสอบเครื่องมือวัดของเราว่ามีค่าเที่ยงตรง ในการวัดมากน้อยเท่าใด เราสามารถทดสอบ ได้โดยการนำเครื่องมือวัดของเราไปวัดตัวนำที่มีค่าความต้านทานศูนย์โอห์ม เครื่องมือที่นำไปวัดจะต้องวัดค่าได้เท่ากับ ศูนย์โอห์มทุก ย่านวัด  ตัวนำที่ดีที่สุดหรือตัวนำที่ค่อนข้างดี จำเป็นมากสำหรับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ในงานอิเล็กทรอนิกส์จะใช้อุปกรณ์ที่รู้จักกันในชื่อว่า โอห์มมิเตอร์ เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบค่าความต้านทานของตัวต้านทาน (จักรกฤษณ์ นพคุณ : ออนไลน์ )

          โครงสร้างภายในของตัวต้านทานค่าคงที่

          กรรมวิธีในการผลิตตัวต้านทานมีด้วยกันหลายวิธีตามแต่ชนิดของตัวต้านทาน เช่นการใช้ลวดพันรอบโครงสร้างของตัวต้านทาน แล้วก็ต่อขาออกมาใช้งาน


โครงสร้างภายในของตัวต้านทานคงที่ ก.แบบคาร์บอน ข.แบบไวร์วาวด์ ค.แบบเมตัลฟิล์ม

                               รูปสัญลักษณ์ ( Symbol )                                      

ตัวต้านทานแบบต่างๆ
ชนิดของตัวต้านทาน

R แบบค่าคงที่ ( Fixed Resistor )
ที่นิยมและเห็นมีการใช้งานอยู่ทั่วไปจะมี 3 แบบ
            
     – แบบที่ 1 Resistor 4 แถบสี  ( ค่าความผิดพลาด 5 % )
                 – แบบที่ 2 Resistor 5 แถบสี  ( ค่าความผิดพลาด 1 % )
                 – แบบที่ 3 Resistor แบบทนวัตต์สูง ( ค่าความผิดพลาด 5-10 % )
R แบบปรับค่าได้ ( Variable Resistor )
Variable Resistor  เรียกตัวย่อสั้นๆว่า  VR   เป็นตัวต้านทานที่สามารถปรับ เปลี่ยนแปลงค่าได้ เช่น ใช้ในการปรับแต่งเสียง แสง สี แรงดันไฟ กระแส และต่าง ๆ มากมาย

การอ่านค่าตัวต้านทาน ก่อนอื่นต้องอ่านค่าสีและท่องจำให้แม่นยำก่อน

หลังจากท่องท่องจำรหัสสีได้แม่นแล้ว ต่อไปจะเป็นการอ่านค่าตัวต้านทาน

การอ่านค่าตัวต้านทานแบบ 4 แถบส( ค่าความผิดพลาด 5 % )
1. หลักการอ่าน ให้เอาสีทองไว้ด้านขวามือเสมอ จะได้สีแรกที่อยู่ทางด้านซ้ายมือสุด
2. ให้เขียนค่าสีที่ 1 และ 2 ลงไปเลยตามตารางรหัสสีที่ได้จากตาราง
3. สีที่ 3 เป็นตัวคูณ ( 10 ยกกำลัง ค่าสี ) หรือพูดง่ายๆก็คือจำนวนเลข 0 ที่ต้องเติมเข้าไป ยกเว้น
    – สีดำที่เท่ากับ 0 จะไม่ต้องเติมเพราะ 10 ยกกำลัง 0 เท่ากับ 1 คูณกับตัวไหนได้ตัวนั้น ฉะนั้นไม่ต้องเติม
    – สีทองให้เอา 0.1 ไปคูณกับค่าสี 2 หลักแรกที่อ่านได้ 
    – สีเงินให้เอา   0.01 ไปคูณกับค่าสี 2 หลักแรกที่อ่านได้
4. สีที่ 4 จะบอกค่าความผิดพลาด เช่น R ที่มีสีทองเป็นสีสุดท้ายจะมีความค่าผิด + 5 % ของสีที่อ่านได้ หมายความว่า ยกตัวอย่างเช่น R 100 โอห์ม ค่าจริงที่วัดได้อาจจะประมาณ 95 – 105 โอห์มในช่วงนี้

ตัวอย่าง

จากตัวอย่าง R ดังรูปจะได้ค่าความต้านทานเท่ากับ 12000 โอห์ม

น้ำตาล    = 1  ( ตัวตั้ง )
แดง       = 2  ( ตัวตั้ง )
ส้ม         = 000  ( ตัวคูณ 10 ยกกำลัง 3 = 1000 )
ทอง       = ความฃผิดพลาด + 5 %

ซึ่งการอ่านค่าความต้านทานโดยทั่วไป
– ถ้าหากค่าเกิน 1,000 ขึ้นไปมักจะเอา 1,000 ไปหารจะได้หน่วยเป็น K หรืออ่านว่า กิโล
– ถ้าหากค่าเกิน 1,000,000 ขึ้นไปมักจะเอา 1,000,000  ไปหารจะได้หน่วยเป็น M หรืออ่านว่า เมกกะ

การอ่านค่าตัวต้านทานแบบ 5 แถบส( ค่าความผิดพลาด 1 % จะใช้สีน้ำตาลเป็นสีสุดท้าย แยกห่างจากพวก )
หลักการอ่านค่า R 5 แถบสีนี้ใช้หลักการเหมือนกัน เพียงแต่สีที่เพิ่มเข้ามาเป็นเพียงตัวตั้งหลักที่ 3 เท่านั้นเอง
1. หลักการอ่าน ให้เอาสี น้ำตาล ที่แยกห่างออกจากพวกไว้ด้านขวามือเสมอ ส่วนจะได ้สีแรก ที่อยู่ทางด้านซ้ายมือสุด
2. ให้เขียนค่าสีที่ 1 , 2  และ 3 ลงไปเลยตามตารางรหัสสีที่ได้จากตาราง
3. สีที่ 4 เป็นตัวคูณ ( 10 ยกกำลัง ค่าสี ) หรือพูดง่ายๆก็คือจำนวนเลข 0 ที่ต้องเติมเข้าไป ยกเว้น 
    – สีดำที่เท่ากับ 0 จะไม่ต้องเติมเพราะ 10 ยกกำลัง 0 เท่ากับ 1 คูณกับตัวไหนได้ตัวนั้น ฉะนั้นไม่ต้องเติม
    – สีทองให้เอา 0.1 ไปคูณกับค่าสี 2 หลักแรกที่อ่านได้
    – สีเงินให้เอา   0.01 ไปคูณกับค่าสี 2 หลักแรกที่อ่านได้
4. สีที่ 4 จะบอกค่าความผิดพลาด เช่น R ที่มีสีน้ำตาลเป็นสีสุดท้ายจะมีความค่าผิด + 1 % ของสีที่อ่านได้ หมายความว่า ยกตัวอย่างเช่น R 100 โอห์ม ค่าจริงที่วัดได้อาจจะประมาณ 99 – 101  โอห์มในช่วงนี้
ตัวอย่าง

    จากตัวอย่าง R ดังรูปจะได้ค่าความต้านทานเท่ากับ 150 + 1 % โอห์ม

น้ำตาล    = 1   ( ตัวตั้ง )
เขียว      = 5   ( ตัวตั้ง )
ดำ         = 0   ( ตัวตั้ง )
ดำ        = 0 ( ตัวคูณ 10 ยกกำลัง 0 = 1 )
น้ำตาล = ความฃผิดพลาด + 1 %

การอ่านค่าตัวต้านทานแบบทนวัตต์สูง ( หรือที่นิยมเรียกกันว่า R กระเบื้อง )
โดยทั้วไป R ประเภทนี้จะเขียนบอกค่า ความต้านทาน และอัตราทนกำลัง ไว้บนตัวถังเลย

Read More
TOP

บทที่ 21 วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ และการใช้งานทางวิทยาศาสตร์

เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เครื่องซักผ้า เตาไมโครเวฟ นอกจากจะใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำงานแล้ว ยังมีส่วนควบคุมที่สามารถกำหนดเงื่อนไขการทำงานได้ตามต้องการ เช่น เวลา ปิด-เปิด การควบคุมเหล่านนี้สามารถกระทำได้โดยการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์
วิชาอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นจากความรู้ฟิสิกส์ทางด้านของแข็ง (Solid-state physics) ไฟฟ้ากระแส ไฟฟ้า-แม่เหล็ก และฟิสิกส์ควอนตัม ทำให้มีวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น ไดโอด ทรานซิสเตอร์ ไอซี (ซึ่งเป็นวงจรไฟฟ้าเล็กๆ จำนวนมากรวมอยู่ด้วยกัน) ตัวรับรู้ (sensor) ฯลฯ เมื่อนำวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มาสร้างเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ก็เกิดเป็นเทคโนโลยีทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถนำมาช่วยในการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ โดยเฉพาะในด้านเครื่องมือวัดปริมาณต่างๆ
เครื่องมือ เครื่องวัดปริมาณต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ ในระดับที่นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ใช้งานนั้นจะมีเทคโนโลยีทางอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ดังนั้น เราจึงควรจะศึกษาและทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์

หน้าที่สำคัญของอิเล็กทรอนิกส์ในงานวิทยาศาสตร์
1. ใช้เป็นตัวรับรู้
2.
ใช้ในการวิเคราะห์และตัดสินใจ
3.
ใช้ในการควบคุม

21.1 รู้จักวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่างๆ
21.1.1 ตัวต้านทาน ( Resistor )
21.1.2 ตัวเหนี่ยวนำ ( Inductor )
21.1.3 ตัวเก็บประจุ ( Capacitor )
21.1.4 ไดโอด ( Diode )
21.1.5 เอสซีอาร์ ( SCR )
21.1.6 มอสเฟต ( Mosfet )
21.1.7 ทรานซิสเตอร์ ( Transistor )
21.1.8 ไอซี ( IC )
21.1.9 ตัวต้านทานไวแสง LDR (Light Independent Resistor)
21.1.10 โฟโต้ไดโอด(Photo Diode)
21.1.11 เทอร์มิสเตอร์ (Thermistor)
21.1.12 วาริสเตอร์ (Varistor)
21.1.13 รีดสวิตซ์ (reed switch)
21.1.14 ไมโครโฟนชนิดคอนเดนเซอร์ (Condenser Microphone)
21.1.15 เพียโซอิเล็กทริค (Piezoelectric)

21.2 วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ใช้สำหรับเป็นตัวรับรู้
กิจกรรม 21.1 LDR กับความเข้มแสง
กิจกรรม 21.2 การวัดอุณหภูมิด้วยเทอร์มิสเตอร์
กิจกรรม 21.3 สนามแม่เหล็กกับ Reed Switch
กิจกรรม 21.4 การตรวจวัดรังสีอินฟราเรด

21.3 วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ใช้สำหรับการวิเคราะห์และตัดสินใจ
กิจกรรมที่ 21.5 วงจรตรรกะแบบ NOT
กิจกรรมที่ 21.6 วงจรตรรกะแบบ AND
กิจกรรมที่ 21.7 วงจรตรรกะแบบ OR

21.4 วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ใช้ในการควบคุม
21.4.1 สัญญาณไฟฟ้า
21.4.2 การขยายสัญญาณไฟฟ้า
21.4.3 การควบคุม

21.5 ตัวอย่างการนำความรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้งานทางวิทยาศาสตร์

Read More
TOP

บทที่ 13 แสง

บทที่ 13 แสง

 

ภาพเคลื่อนไหวประกอบการบรรยาย
เรื่อง แสง

 

ภาพเคลื่อนไหวประกอบการบรรยาย
เรื่อง การแทรกสอด และการเลี้ยวเบนของแสง

บทที่ 13 แสง
13.1 การแทรกสอด
13.2 การเลี้ยวเบนของแสง
13.3 เกรตติง
13.4 การกระเจิงของแสง

13.4.1 ปรากฏการณ์เรือนกระจก

การทดลองและกิจกรรม
การทดลอง 13.1 การแทรกสอดของแสง
การทดลอง 13.2 การเลี้ยวเบนของแสง
การทดลอง 13.3 เกรตติง
โจทย์แบบฝึกหัดบทที่ 13

แบบทดสอบ เรื่องแสง

สไลด์ประกอบการสอนของครู
[slideshare id=9725333&doc=402042-111016224823-phpapp01]

Read More